วันอาทิตย์ที่ 14 มิถุนายน พ.ศ. 2552

กีฬาในฝรั่งเศส...

สำหรับกีฬาในฝรั่งเศสที่นิยมเล่นกันมากคือ " กีฬาเปตอง " ซึ่งเริ่มเป็นกีฬาของแคว้น Midi ภาคใต้ของฝรั่งเศส ในฝรั่งเศสมีสถานที่เล่นสกี จะเล่นอยู่ในแถบภูเขา Alpes การเล่นสกีต้องมีครูฝึกสำหรับคนที่ไม่เคยเล่นมาก่อน ผู้เล่นสกีต้องนั่งกระเช้าสกีซึ่งพาคุณ บนภูเขาเพื่อเล่นสกี

ฤดูกาลในฝรั่งเศส...

ในฝรั่งเศสมี 4 ฤดูกาล

1. ฤดูใบไม้ผลิ จะเริ่มราววันที่ 21มีนาคม - 21 มิถุนายน ฤดูนี้อากาศดีมาก ต้นไม้ผลิดอกสวยงามมาก

2. ฤดูร้อน จะเริ่มราวๆ วันที่ 22 มิถุนายน - 22 กันยายน อากาศดีและร้อน เป็นฤดูแห่งการพักผ่อน ในเดือนสิงหาคม โรงงาน ร้านค้า มักจะหยุดให้พนักงานพักผ่อน ผู้คนนิยมไปทะเล

3. ฤดูใบไม้ร่วง จะเริ่มราวๆ วันที่ 23 กันยายน - 23 ธันวาคม อากาศเริ่มเย็นลงเรื่อยๆ ท้องฟ้าเปลี่ยนเป็นสีเทา ฝนเริ่มตั้งเค้า ลมพัดแรง ใบไม้ผลัดใบทิ้งเพื่อรอรับฤดูหนาวที่ใกล้เข้ามา

4. ฤดูหนาว จะเริ่มจากวันที่ 23 ธันวาคม - 23 มีนาคม อากาศหนาวจัดหิมะตก ไม่มีใบไม้เหลือบนต้นไม้เลย

ผลไม้ที่นิยมปลูกในฝรั่งเศส...

องุ่นเป็นผลไม้ที่มีมาในสมัยโบราณของยุโรป แต่ในปัจจุบันองุ่นสามารถปลูกได้ลักษณะอากาศทั่วไป องุ่นในฝรั่งเศสมี 3 ประเภท


1.Raisins de table เป็นองุ่นที่ปลูกเพื่อใช้รับประทานสดมีมากมาย นิยมปลูกมากคือ องุ่นแดง บางชนิดเกือบดำรสหวาน องุ่นขาวปนเขียวเป็นองุ่นที่มีรสหวานจัด

2.Raisins de cuve เป็นองุ่นที่ปลูกเพื่อทำเหล้าองุ่น มีทั้งชนิดสีดำ,แดง,ขาว และเขียว นอกจากนั้นกกากองุ่นที่เหลือจากการทำเหล้าสามารถทำนำส้มสายชูได้ ดังนั้นการปลูกองุ่นจึงเป็นพืชเศรษฐกิจหลักที่สำคัญ

3.Raisins secs เป็นองุ่นที่ใช้ทำลูกเกดลักษณะคล้ายองุ่นที่ทำเหล้าแต่นำตาลสูง ขนาดผลเล็กไม่มีเมล็ด ไม่นิยมใช้ทำเหล้าเพราะหวานจัด จึงนิยมนำมาทำผลไม้อบแห้ง

การศึกษาในฝรั่งเศส..

การศึกษาภาคบังคับในประเทศฝรั่งเศส จะเริ่มตั้งแต่อายุ6ขวบถึง16ปี และการศึกษาในโรงเรียนต่างๆ จะเปิดโอกาสให้นักเรียนไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายมากมาย ระดับของโรงเรียนมีดังนี้

1.Ecole Maternelle โรงเรียนอนุบาลจะเริ่มตั้งแต่อายุ 2 -6 ขวบ
2.Ecole Primaire โรงเรียนประถมศึกษาตั้งแต่อายุ 6 - 12 ขวบ
3.College นักเรียนในระดับนี้เมื่อจบการศึกษาชั้นนี้ก็จะได้รับใบประกาศนียบัตรชั้นต้น
4.Lycee เป็นการศึกษาในระดับสูงขึ้นถ้าเปรียบเทียบกับของไทยก็คือมัธยมศึกษาตอนปลายเมื่อจบการศึกษาระดับนี้แล้วจะได้รับใบประกาศนียบัตรชั้นสูงสามารถนำไปเข้าเรียนที่มหาวิทยาลัยได้

ปีการศึกษาในประเทศฝรั่งเศสจะเริ่มตั้งแต่กันยายนและจบลงในเดือนมิถุนายน ทุกวันพุธนักเรียนจะไม่ไปโรงเรียน ทุกวันเสาร์และอาทิตย์อีกเช่น

วันอังคารที่ 26 พฤษภาคม พ.ศ. 2552

===> หอไอเฟลสัญลักษณ์แห่งเมืองปารีส <===

ตลอดหลายยุคสมัย ผู้คนได้ท้ายทายข้อจำกัดทางสถาปัตยกรรมและวิศวกรรม เพื่อความพยายามที่จะได้ใกล้คิดกับพระเจ้ามากขึ้น มีบางกลุ่มพยายามหาประโยชน์ใช้สอยจากหอคอยในการทำเสาอากาศ ภัตตาคาร แต่สิ่งดึงดูดใจที่แท้จริงกลับมาจากความคิดที่บริสุทธิ์มากกว่านั้น

หอคอยเป็นสิ่งที่แสดงถึงความทะเยอทยานของมนุษย์ และหอคอยที่โลกรักมากที่สุดคือ หอไอเฟล (Eiffel Tower) ณ กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส เป็นหอคอยที่มีความสูงเสียดฟ้า มีความงามสง่า รูปร่างอ่อนช้อย ซึ่งสะท้อนให้เห็นจิตวิญญาณของฝรั่งเศส หอไอเฟลได้รับการออกแบบและก่อสร้างในปี ค.ศ.1839 มันคือผลงานชิ้นเอกในการ -ฉลองการปฏิวัติฝรั่งเศสอันนองเลือดเมื่อ 100 ปีก่อนหน้า
14 กรกฎาคม ค.ศ.1789 ท่ามกลางความต้องการที่จะปฏิวัติ ชาวปารีสได้เข้าโจมตีชนชั้นสูง บุกยึกคุกบัสติล ซึ่งมีผู้มีความคิดขัดแยงทางการเมืองถูกคุมขังเอาไว้ ผู้รัก-ชาติได้รวมตัวกันเพื่อต่อต้านชนชั้นปกครอง ซึ่งเป็นการสร้างพื้นฐานสำหรับการเคลื่อนไหวประชาธิปไตยยุคใหม่

อีก 1 ศตวรรษหลังการปฏิวัติ ความภาคภูมิใจของฝรั่งเศสถูกบั่นทอนด้วย ความพ่ายแพ้ของกองทัพต่อเยอรมัน ในปี 1870 และก็ ความคิดที่จะจัดงานแสดงสินค้านานาชาติ จึงเป็นหนทางอันยิ่งใหญ่เพื่อลืมความปวดร้าว และ เพื่อแสดงความยิ่งใหญ่ ความร่ำรวยของประเทศ จึงจำเป็นที่ต้องมีผลงานศิลปะชิ้นเอกที่อวดแก่ฝูงชน และจากความสำเร็จในยุคอุตสาหกรรมจึงนำเสนอความสำเร็จทางวิศวกรรม นั่นคือ หอคอย

หอคอยเหมือนเป็นสิ่งที่ชาญฉลาดทางเทคโนโลยี ในอดีตไม่เคยมีใครสร้างหอคอยที่สูงกว่า 1,000 ฟุต หลายคนพยายามลอง แม้กระทั่งในสหรัฐอเมริกาก็มีการออกแบบไว้อยู่หลายแบบ แต่ก็ไม่เคยสร้างจริงขึ้นมา ฝรั่งเศสได้จัดการประกวดเพื่อออกแบบหอคอย แบบแรกถูกเสนอโดย เวอร์ริส คล็อกลิน ซึ่งเป็นหนึ่งในคณะวิศวกรของ กุสตาฟ ไอ-เฟล (Gustave Eiffel)


กุสตาฟ ไอเฟล เป็นทั้งสถาปนิกและวิศวกรชั้นนำของฝรั่งเศส ชื่อเสียงของเขาเกิดจาก การออกแบบสะพานที่เต็มไปด้วยจินตนาการ เขาค้นคว้าเกี่ยวกับแนวคิดในการออกแบบด้วยโครงสร้างโลหะ การที่มี กุสตาฟ ไอเฟล เข้ามาร่วมงาน จึงเป็นเครื่องรับประกันในเรื่องเงินทุนสนับสนุน และความสำเร็จของงาน วิศวกรหนุ่มของ กุสตาฟ ไอเฟล 2 คน คือ เวอร์ริส คล็อกลิน และ เอมิล นูลจิเย เริ่มแนวคิดในการสร้างหอคอยสูง 300 เมตร สำหรับงานแสดงสินค้าในปี ค.ศ.1890 ในปารีสเขาเริ่มร่างแบบโครงสร้างของหอ-คอยอย่างคร่าวๆ และขอให้สถาปนิกชื่อ สตีเฟน สเตาว์เธอร์ ออกแบบส่วนตกแต่งเพื่อเติม ซึ่งมีลักษณะเป็นช่อดอกไม้ โค้ง และมีปติมากรรมเล็กๆ น้อยๆ โดยมีแรงบันดาลใจมาจากแนวคิดทางสถาปัตยกรรมฝรั่งเศส ในปี ค.ศ.1887 ว่า สามารถสัมผัสกับท้องฟ้าในระดับที่เป็นไปไม่ได้ คือ 1,000 ฟุต

กุสตาฟ ไอเฟล ได้เห็นแบบแปลนและอนุมัติ เขาได้สนใจแนวคิดเกี่ยวกับหอคอยนี้ และได้ออกแบบส่วนตกแต่งเพิ่มเติมที่เกี่ยวข้องกับตัวเขาเข้าไปด้วย การมีชื่อ กุสตาฟ ไอเฟล อยู่ในโครงการ ทุกคนรู้ผลลัพธ์ของการแข่งขันนี้ การมีสายสัมพันธ์ทางการเมืองและสังคมของกุสตาฟ ไอเฟล ทำให้มีความพร้อมที่จะผลักดันให้โครงการผ่านหน่วยงานปกครองของปารีสได้อย่างรวดเร็ว และทำให้โครงการจากแบบแปลนสำเร็จเป็นจริงได้ หอคอยซึ่งออกแบบจากความก้าวหน้าในยุคอุตสาหกรรม เป็น งานที่มีความท้าทายทางวิศวกรรม และ กุสตาฟ ไอเฟล จะได้แสดงให้เห็นถึงความความคิดสร้างสรรค์ของเขาที่เคยใช้ในการออกแบบมาแล้ว

28 กุมภาพันธ์ ค.ศ.1887 กุสตาฟ ไอเฟล ได้เชิญแขกมากมายมาเป็นพยานในการก่อสร้าง เขาอายุ 53 ปี และหอคอยจะเป็นความสำเร็จที่สมบูรณ์แบบของเขา ในขณะที่พิธีการเริ่มขึ้น วิศวกร 50 คนต้องช่วยกันร่างแบบ จำนวน 5,300 แผ่นสำหรับคนงาน 132 คน ใช้ในพื้นที่ก่อสร้าง ต้องใช้เวลา 4 เดือน ในการทำฐานรากสำหรับขาของหอ-คอย เสา 2 ต้น ถูกติดตั้งบนฐานคอนกรีตหนา 6 ฟุตครึ่ง ที่ความลึก 23 ฟุตจากระดับดิน และมีขา 2 ข้างที่ใกล้กับแม่น้ำแซนมาก จึงต้องใช้เขื่อนโลหะกันน้ำ ป้องกันในขณะที่ทำการเทคอนกรีตบนพื้นที่อยู่ต่ำกว่าระดับน้ำ
หมุด 2 ล้าน 5 แสนตัว ที่ใช้ยึดโครงเหล็กของหอไอเฟล

บนพื้นที่สี่เหลี่ยมจตุรัสของฐานหอคอยมีความกว้างด้านละ 426 ฟุต จะมีขาของหอคอยทั้ง 4 ในแต่ละด้าน รองรับน้ำหนักของโครงสร้างโลหะกว่า 7,000 ตัน บนฐานจะเป็นฐานก่ออิฐซึ่งจะฝังสมอยึด 2 ตัวสำหรับขาแต่ละข้าง จากฐานนี้ ขาจะถูกขึ้นเป็นมุม 60 องศาในลักษณะคานโครงเหล็ก คานนี้ประกอบไปด้วยท่อนเหล็กและเหล็กแผ่นที่ถูกยึดติดกันที่ด้านข้าง โครงสร้างที่ได้จะมีความเข็งแรงมาก แต่มีนำหนักเบา ประกอบง่าย ใช้มาตรฐานเดียวกัน และ มีราคาไม่แพง เมื่อประกอบเสร็จจะใช้ชิ้นส่วนโลหะทั้งหมด 18,000 ชิ้น และหมุดยึดอีก 2 ล้าน 5 แสน ตัว เพื่อประกอบเป็นหอคอย ทั้งหมดใช้เพียงเหล็กท่อนแบนและแผ่นเหล็กในการประกอบ

ขั้นตอนแรกของการก่อสร้าง ขาทั้ง 4 ต้นจะถูกสร้างขึ้นพร้อมๆกันและจะบรรจบกันที่ชั้นแรกของหอคอย ด้วยมุมที่มีความลาดชั้น จึงต้องติดตั้งคำยันที่ขาทั้ง 4 ต้น และติดตั้งคำยันตรงกลางของฐานหอคอยเพื่อรองรับคานในแนวศูนย์กลางที่จะยึดโครงสร้างต่างๆ เอาไว้ ที่ขาแต่ละข้างมีแม่แรงไฮโดรลิกที่สามารถปรับระดับความสูงได้อย่าง -อิสระ และ เพื่อให้ได้ความแม่นยำตามที่ต้องการ เมื่อขั้นตอนเหล่านี้เสร็จสิ้น กุสตาฟ ไอเฟล รู้ว่าไม่มีอะไรหยุดยั้งการบรรลุความฝันของเขาได้ หลายคนก็กลัวว่าหอคอยจะทำ-ลายทัศนียภาพของกรุงปารีส กลุ่มศิลปินหลายคนกล่าวโจมตีว่าเป็นการเอาเปรียบของยุคอุตสาหกรรม และเป็นโคมไฟที่น่าสมเพศที่ผลุดขึ้นมาจากปารีส กุสตาฟ ไอเฟล ได้โต้ตอบกลับอย่างรุนแรงว่า นี่คือสิ่งก่อสร้างที่สูงที่สุดที่มนุษย์เคยสร้าง มันจะไม่มีความสง่างามในตัวของมันเองเลยหรือไร


วันที่ 2 เมษายน ค.ศ.1888 หอคอยขึ้นสู่ยอดฟ้าของกรุงปารีส เหมือนได้นำเอาจิตวิญญาณของฝรั่งเศสขึ้นไปด้วย ผู้คนชื่นชอบมัน จากการออกแบบโครงร่างอย่างคร่าวๆ บัดนี้ได้แสดงให้เห็นถึงความคิดสร้างสรรค์อันลื่นไหล ความอ่อนช้อยของโครงสร้าง ส่วนโค้ง แนวประดับต่างๆ ทำให้มีความรู้สึกที่ตรงข้ามกับแนวหมุดที่ยึดเปลือย และหยาบกระด้าง นี่เป็นงานศิลปะที่จะบอกให้โลกรับการเปลี่ยนแปลงครั้งยิ่งใหญ่

กุสตาฟ ไอเฟล เป็นคนแรกที่เดินขึ้นบันได 1,710 ขั้น เพื่อขึ้นไปที่จุดสูงสุดของหอคอย แล้วแขวนธงชาติ 3 สีของฝรั่งเศส มีการเปิดงานแสดงสินค้าในปี ค.ศ.1889 ในกรุงปารีส งานชิ้นเอก คือหอคอยที่สูงกว่า 300 เมตรที่งดงาม และในที่สุดมันจะเป็นที่รู้จักในนาม หอไอเฟล


ตอนแรกหอคอยถูกเรียกว่า หอคอยแห่ง 320 เมตร , หอคอย 320 เมตร ต่อมามันก็กลายเป็น หอไอเฟล หอไอเฟลถูกวางในพื้นที่ราบเรียบของปารีส และก็ ทำรายได้มหาศาลให้กับ กุสตาฟ ไอเฟล เนื่องจากความมั่นใจถึงความสำเร็จของเขา กุสตาฟ ไอเฟล ได้ออกเงินในการก่อสร้างกว่า 80% และทำสัญญาเป็นผู้ดูแลหอนี้เป็นเวลา 20 ปี กุสตาฟ ไอเฟล มีห้องพักอยู่บนหอคอย ที่ซึ่งเขาทำการทดลองทางวิทยาศาสตร์ และพบปะแขกคนสำคัญ ในปีแรก นักท่องเที่ยวกว่า 2 ล้านคน เดินทางขึ้นลิฟท์เพื่อชมทัศนียภาพของปารีสบนยอดหอคอย ก่อให้เกิดรายได้กว่า 1 ล้านดอลลาร์

กุสตาฟ ไอเฟล มีรายได้มาจากหอไอเฟลมาก เขาอาจเป็นวีรบุรุษของฝรั่งเศสในปี ค.ศ.1889 แต่อีก 1 ปี หลังจากนั้นเขาถูกตัดสินให้มีความผิด ในการหากำไรกับความล้มเหลวของฝรั่งเศสในการก่อสร้างคลองปานามา โครงการนี้เป็นความฝันของวิศวกรชาวฝรั่งเศสชื่อ เฟอร์ดินาน เดอ เลเซต ซึ่งประสบความสำเร็จในการสร้างคลองสุเอด และตั้งใจจะทำเช่นนี้อีกในปานามา เดอ เลเซต ได้เชิญ ไอเฟล มาให้คำแนะนำในทางวิศวกรรมในการสร้างทางน้ำผ่านป่าทึบ ไอเฟล ได้เสนอแนวคิดระบบปิดกันน้ำแบบใหม่ แต่ เดอ เลเซต ไม่เห็นด้วย ผลที่ตามมาคือหายนะ การขุดคลอดไม่สามารถทำผ่านป่าทึบได้ รัฐบาลฝรั่งเศสแทบล้มลาย ผลกระทบทางการเมืองรุนแรงมาก ผู้ที่เกี่ยวข้องถูกประนาม- และ ไอเฟลก็ถูกตัดสินจำคุก 24 เดือน ซึ่งภายหลังถูกยกเลิก แต่บัดนี้ ไอเฟล ก็หมดความปรารถนาในการก่อสร้าง และไม่ได้สร้างอะไรอีกเลย


ขณะนั้น ไอเฟล มีอายุ 73 ปี และได้อุทิศตนให้กับงานด้านวิทยาศาสตร์ โดยให้ความสำคัญกับการค้นคว้าเกี่ยวกับ อากาศพลศาสตร์ และ ได้สร้างห้องทดลองของตนขึ้นและ ยังคงเปิดทำการจนถึงทุกวันนี้ กุสตาฟ ไอเฟล ทดสอบแรงต้านทานของลมเป็นครั้งแรก เพราะตลอดเวลาการทำงานที่ผ่านมาของเขา ลมคือศัตรูหมายหนึ่ง ในช่วง ค.ศ.1906-1909 ไอเฟล ตั้งคำถามมากมายเกี่ยวกับอากาศพลศาสตร์ และได้สร้างอุโมงค์ลมขึ้นเป็นแห่งแรก และเป็นจุดกำเนิดของการศึกษาด้านการบินของฝรั่งเศส

กุสตาฟ ไอเฟล เป็นวิศวกรที่ยอดเยี่ยมและเป็นผู้มีวิสัยทัศน์ในการสร้างหอคอยสูง 300 เมตร ในตอนแรกมีความตั้งใจว่าหอคอยนี้ จะมีอายุการใช้งานเพียง 20 ปี เขาเริ่มคุ้นเคยกับสถานะภาพชั้นสูงของปารีส และต่อมาเขาพยายามอย่างมากในการรักษาหอคอยเอาไว้ วิทยุเป็นสิ่งที่รักษาหอคอยเอาไว้ เนื่องจากความสูงของมัน สัญญาณวิทยุสา -มารถส่งไปถึงอเมริกาเหนือได้ ถึงแม้ต่อมาก็มีคำสั่งให้รื้อทิ้งในปี ค.ศ.1909 แต่หอไอเฟลก็รอดพ้นมาได้ โดย ช่วยเป็นเสาวิทยุให้ฝรั่งเศสติดตามสงคราม ที่กำลังก่อตัวขึ้นในเยอรมนี

ในปี ค.ศ.1914 สงครามโลกครั้งที่ 1 ก็เริ่มขึ้น ผลกระทบแผ่ขยายไปทั่วยุโรป สำหรับปารีสนั้น ความขัดแย้งอยู่ใกล้มาก จนทหารต้องนั่งแท็กซี่ไปยังแนวหน้า แต่ด้วย -ความช่วยเหลือของหอไอเฟลนั้น ก็ช่วยให้บรรดา นายพลทำการดักฟังฝ่ายศัตรูและแจ้งเตือนภัยจากเรือเหาะได้

ในปี ค.ศ.1923 หลังจากสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่ 1 ได้ 5 ปี กุสตาฟ ไอเฟล ได้เสียชีวิตลง ตลอดอายุ 91 ปี วิสัยทัศน์ของเขาได้ผลักดันให้ฝรั่งเศสอยู่ในแถวหน้าของ -เทคโนโลยี การออกแบบและโครงสร้างของเขาเป็นบทนำสู่พื้นฐานสู่ศตวรรษที่ 20 หอไอเฟลยังคงยืนหยัดมาได้ เป็นหอที่เกิดจากการถักทอของโลหะ และ อากาศภายใน เกิดความรู้สึกที่ว่างเปล่า ความแข็งแกร่งของหอคอย เหมือนเป็นโซ่ที่เชื่อมระหว่างศตวรรษที่ 19 และ 20 เข้าไว้ด้วยกัน รอยต่อซึ่งจะถูกทำลายอย่างเหี้ยมโหดด้วยลัทธิชาตินิยม การเหยียดเผ่าพันธุ์ ประทุออกจากความพ่ายแพ้ของเยอรมันหลังสงครามโลกครั้งที่ 1

พฤษภาคม ค.ศ.1940 ท่ามกลางการโจมตีอย่างสายฟ้าแลบของกองทัพนาซี ปารีสและหอไอเฟลถูกตกเป็นเชลย แต่กองทัพเยอรมันพบอุปสรรค์ในการใช้ประโยชน์จากหอไอเฟล เนื่องจากชาวฝรั่งเศสทำลิฟท์เสียหาย ทำให้ฮิตเลอร์ไม่สามารถขึ้นไปบนหอคอยได้


ชาวปารีสมีความโกรธแค้นต่อนาซีมาก กลุ่มปลดปล่อยฝรั่งเศสได้วางแผนกันอย่างลับๆ ในสุสานใต้ดินของชาวโรมันใต้ท้องถนนของกรุงปารีส ที่เป็นอุโมงค์ที่เชื่อมไปทั่วปารีส ทำให้การเดินทางไปที่ต่างๆ ไม่สามารถตรวจพบได้ กลุ่มต่อต้านได้ช่วยทำให้รถไฟขนส่งทหารตกรางซึ่งวิ่งอ้อมกรุงปารีสอยู่ ฮิตเลอร์นั้นมีความรู้สึกเกลียดชังกลุ่มปลดปล่อยนี้มาก ขณะที่สงครามยุติ เขาได้ออกคำสั่งให้ระเบิดหอคอยนี้ทิ้ง แต่นายพล ฟรอน โทริส ผู้ซึ่งตกหลุมรักกรุงปารีสได้ยกเลิกคำสั่งนี้โดยพลการ

การยกพลขึ้นบกในวัน D-Day ที่ชายฝั่งฝรั่งเศสของเหล่ากองกำลังฝ่ายสัมพันธมิตรเพื่อการปลดปล่อยฝรั่งเศส และกองทัพรถถังอเมริกัน ก็ได้ขับไล่พวกนาซีออกจากหอไอเฟล รัฐบาลฝรั่งเศสอยู่ในช่วงล่มลาย ในปี ค.ศ.1945-1960 ผู้คนชาวฝรั่งเศสออกเสียงเลือกตั้งคณะรัฐบาลที่แตกต่างกันถึง 20 คณะ มันเป็นความยุ่งเหยิงทางการเมือง -จนกระทั่ง นายพลเดอกอล ถูกเชิญชวนให้เป็นผู้นำประเทศภายหลังสงคราม บุคคลที่เข็มแข็งและมีความดึงดูดเท่านั้นที่จะรวบรวมประเทศ และคืนจิตวิญญาณให้กับฝรั่งเศสได้อีกครั้งหนึ่ง จิตวิญญาณของประเทศ ได้รับการปกป้องเสมอมา ภายในกรงเหล็กของหอไอเฟล หอไอเฟลต้องการการดูแลรักษา หากต้องการให้มันยังคงอยู่ต่อไป

มันถูกออกแบบให้เป็นผลงานชิ้นเอกในงานแสดงสินค้านานาชาติในปี ค.ศ.1889 บัดนี้นับกว่า 1 ศตวรรษการฉลองยังคงดำเนินต่อไป ขณะที่ผู้คนมากกว่า 1 พันคนได้มาเยี่ยมชมหอไอเฟลทุกๆ ชั่วโมง โดยมีลิฟท์ 4 ตัว ลิฟท์ 1 ตัวต่อ 1 ขา เคลื่อนที่ทำมุม 60 องศา หัวใจสำคัญในการเคลื่อนที่อยู่ภายใต้ขาหอคอยภายในสุสานใต้ดินนับร้อยปี -โดยใช้น้ำภายใต้แรงดันเป็นตัวขับลูกสูบไปผลักล้อเลื่อนให้ดึงสายเคเบิลขึ้นไป เทคโนโลยีอายุร้อยปีถูกหล่อลื่นด้วยไขมันแกะและยังทำงานได้อย่างดี และลิฟท์ที่ชั้น 3 จะขนผู้โดยสายขึ้นไปบนยอดหอคอย

ที่บนสุด งานบำรุงรักษาดำเนินงานทุกวัน กลุ่มคนงาน 25 คนจะเดินไปตามนั่งร้านเหล็ก ซึ่งมีระยะเวลาดำเนินงาน 18 เดือน ในการทาสีหอคอย ได้ใช้สีมากกว่า 50 ตัน - งานที่ต้องทำซ้ำๆ ในทุกๆ 7 ปี ไม่เพียงแต่ช่างทาสีที่อยู่บนหอคอยนี้เท่านั้น ช่างไฟฟ้าก็เดินดูตรวจตราหอคอยนี้ด้วยเหมือนกัน เพราะมันจะต้องมีแผงทำความร้อนเพื่อควบคุมอุณหภูมิน้ำในท่อไม่ให้แข็งเพื่อป้องกันไม่ให้ท่อแตกเมื่ออุณหภูมิต่ำว่า -40 องศาฟาเรนไฮด์ และต้องดูแลหลอดไฟ 360 หลอด ซึ่งได้รับการตรวจสอบ และทำการเปลี่ยนเป็น-ประจำ เพื่อความสวยงามของหอคอย สีทีทาบนหอไอเฟล จะมีโทนสีเหลือง และการที่ถูกส่องด้วยไฟสีเหลือง ก็จะช่วยให้หอไอเฟล ถูกขับออกมาให้เด่นชัดมากขึ้น การให้แสงสว่างก็เพื่อให้หอไอเฟลเป็นดาวเด่นแห่งกรุงปารีส

ท้องฟ้าสีกุหลาบยามเย็น กัดสีผนังลายหินอ่อนของสถาปัตยกรรมในปารีส หอไอเฟลก็ยังคงตั้งอยู่ในฐานะของความมหัศจรรย์ทางเทคโนโลยี ความสำเร็จทางวิศวกรรมและสถาปัตยกรรม เป็นสัญลักษณ์แห่งกรุงปารีส และ เป็นยังคงเป็นจิตวิญญาณของฝรั่งเศสเรื่อยไป

วันจันทร์ที่ 25 พฤษภาคม พ.ศ. 2552

10 ของอร่อยหากินยาก

สังคมที่เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็วพลอยทำให้อาหารบางชนิดใกล้สูญพันธุ์และหากินยากขึ้นทุกที ฉบับนี้เลยชวนคุณไปลิ้มรสอาหารหากินยากเหล่านั้น ซึ่งอาจไม่คุ้นลิ้นคนสมัยใหม่นัก แต่รับรองว่าต้องอร่อยถูกใจ


1.ข้าวห่อใบบัว
เป็นอาหารจีนซึ่งนิยมทำในงานจัดเลี้ยงต่างๆ ใช้ใบบัวมาห่อข้าวแล้วนำไปนึ่ง ข้าวห่อใบบัวที่ดีเม็ดข้าวต้องร่วนแต่ไม่แข็ง และต้องมี เม็ดบัว กุนเชียง เนื้อไก่ กุนเชียง และกุ้งแห้ง ที่สำคัญคือข้าวต้องมีกลิ่นหอมใบบัว

ภัตตาคาร อัน อัน เหลาอยู่ฝั่งเดียวกันและติดกับ JAVENUE (ซ.ทองหล่อ 15) เปิดขายทุกวัน มื้อกลางวันเปิด 11.00-14.30 น. มื้อเย็นเปิด 17.00-22.00 น. โทรศัพท์ 0-2392-6447 0-2712-6859
ร้านหรั่งศรีโรจน์ตลาด 100 ปี สามชุก จังหวัดสุพรรณบุรี เปิดทุกวันตั้งแต่เวลา 08.00-19.00 น. โทรศัพท์ 0-1456-7915


2. กะลอจิ๊
อาหารกินเล่นของคนจีน ที่ต้องนำแป้งสุกก้อนกลมมาจี่บนกระทะร้อนๆ กลิ้งไปมา ส่วนที่สุกเหลืองเกรียมก็จะใช้กรรไกรตัดเป็นชิ้นสามเหลี่ยมพอคำ คลุกกับน้ำตาลบดกับงาขาวและงาดำคั่ว ขนมที่ดีต้องมีกลิ่นหอม เนื้อแป้งนุ่มเหนียว ผิวนอกกรอบ เพราะต้องทอดไหม้ๆ จึงจะอร่อย
ร้านกะลอจิ๊ตลาดบ้านใหม่ตลาดบ้านใหม่ จังหวัดฉะเชิงเทรา ( ร้านเป็นรถเข็นติดกับร้านขนมกุ้ยช่ายจิระพร ) เปิดเฉพาะวัน เสาร์ - อาทิตย์ ตั้งแต่เวลา 9.00-17.00 น. โทรศัพท์ 0-6816-7371


3. หมูโสร่ง และไก่โสร่ง
เป็นของวางไทยที่พิถีพิถัน โดยนำหมูสับละเอียดมาผสมกับ รากผักชี กระเทียม พริกไทยโขลกละเอียด จากนั้นนำเส้นหมี่ซั่วต้มสุกมาพันให้รอบ ความยากอยู่ที่วิธีการทอดให้ใส้ในสุกโดยที่เส้นหมี่ด้านนอกไม่ไหม้
ร้านต้นเครื่องปากซอยทองหล่อ 13 มีที่จอดรถในร้าน ถ้าเต็มให้จอดรถที่อาคารโฮมเพลซ ฟรี เปิดทุกวันตั้งแต่ 11.00-22.30 น. โทรศัพท์ 0-2391-8703 0-2391-8719
ร้านไก่โสร่งหน้าวัดปรมัยยิกาวาส (เกาะเกร็ด)หน้าวัดปรมัยยิกาวาส เกาะเกร็ด จังหวัดนนทบุรี เปิดวัน เสาร์ - อาทิตย์ เวลา 6.00-18.00 น. โทรศัพท์ 0-1423-2919


4. ขนมจีนไหหลำ
เป็นอาหารของคนจีนไหหลำซึ่งไม่แพร่หลายในเมืองไทยนัก ความอร่อยของเมนูนี้ ที่เนื้อต้องตุ๋นให้นุ่มได้ที่ น้ำซุปที่ข้นเหนียวรสต้องกลมกล่อมไม่หวาน และชูโรงด้วยน้ำจิ้มกะปิตามแบบฉบับไหหลำ
ร้านสวนสนมีสองสาขา สาขาใหญ่อยู่ในซอยตรงข้ามสถานทูตอังกฤษ ถ.เพลินจิต (หน้าซอยมีธนาคารกรุงศรีอยุธยา) โทรศัพท์ 0-2250-1699 สาขาย่อยตั้งอยู่บนถนนพิษณุโลก ซ.9 ฝั่งตรงข้ามกับสนามม้านาเลิ้ง โทรศัพท์ 0-2281-7266 ร้านเปิดทุกวัน ตั้งแต่ 9.00-20.00 น. หยุดช่วงเทศกาลสงกรานต์ ตรุษจีน สารทจีน และปีใหม่


5. ขนมอินทนิล
อินทนิลเป็นขนมที่ทำยาก เพราะต้องอาศัยการกวนตัวขนมนาน และต้องพักตัวขนมที่ได้ไว้ข้ามคืนจึงจะนำมาใช้ได้ ขนมที่ดีเนื้อต้องเหนียวนุ่ม หวานเล็กน้อย แป้งต้องสุกไม่เป็นไตแข็ง น้ำกะทิต้องหอมกลิ่นคัวเทียนและดอกไม้
ร้านสมทรงโภชนา (มีขนมอินทนิลขายเฉพาะวันจันทร์)ร้านอยู่หลังป้อมพระสุเมรุ ในซอยวัดสังเวช ถ.พระอาทิตย์ ร้านเปิดทุกวันตั้งแต่ 09.30-16.00 น. หยุดวันเทศกาลสงกรานต์ ปีใหม่ และ เทศกาลกินเจ โทรศัพท์ : 0-2282-0972


6. ประกิมเผือก
ประกิมเผือกนั้นทำไม่ค่อยแพร่หลายเหมือนประกิมไข่เต่า วิธีทำคือนำเผือกนึ่งมายีให้ละเอียดแล้วนวดกับกะทิ แป้งมัน ให้ได้ที่ นำมาคลึงเป็นแผ่นหั่นเป็นเส้นพอคำ นำไปต้ม เนื้อขนมที่ดีต้อง เหนียว นุ่ม และหอมกลิ่นเผือก
ครัวนพรัตน์ (ประกินมเผือกขายเฉพาะวันจันทร์ - พุธ - ศุกร์)อยู่ตรงข้ามป้อมพระสุเมรุ ถ.พระอาทิตย์ เปิดร้านทุกวันเวลา 10.30-21.00 น. โทรศัพท์ 0-2281-7578


7. ข้าวแช่มอญ
คนมอญนิยมทำข้าวแช่ถวายพระในช่วงสงกรานต์ ข้าวแช่แบบมอญแท้ๆ มีกับข้าว 8 อย่าง ได้แก่ กะปิทอด หมูฝอย ยำมะม่วง กระเทียมดองผัดไข่ หัวไชโป๊วฝอยผัดหวาน จ๊าดวุ่น(ผักบุ้งจักเป็นเส้นๆ ผัดแห้งรสคล้ายแกงเทโพ) เนื้อผัดกะทิ ถั่วดำกวนกะทิ กินกับข้าวซึ่งลอยน้ำดอกไม้ ปัจจุบันหากินยากมาก
ร้านแก่นจันท์ (ทำข้าวแช่มอญเฉพาะช่วยฤดูร้อน และทางร้านจะงดทำสองเมนู คือ เนื้อผัดกะทิ และถั่วดำกวนกะทิ)ร้านตั้งอยู่ในเกาะเกร็ดตระการตา ลงจากเรือให้เดินไปด้านซ้ายมือเลียบกำแพงโรงเรียนไป ร้านจะตั้งอยู่หัวมุมเลี้ยวพอดี เปิดเฉพาะเสาร์-อาทิตย์ เวลา 9.00-17.00 น. โทรศัพท์ 0-2584-5019


8.ปลาแนม
ปลาแนมสูตรดั้งเดิมนอกจากมีวัตถุดิบหลักแล้ว ต้องใส่มะพร้าวขูดขาวนึ่ง โรยด้วยพริกแห้งเม็ดใหญ่และกระเทียมดองหั่นฝอย ผสมน้ำและผิวส้มซ่าด้วย จึงถือว่าครบ ปลาแนมที่ดีเนื้อต้องร่วน แห้ง ไม่เหนียวติดกันเป็นก้อน วิธีกินคล้ายเมี่ยงกับใบทองหลาง และใบชะพลูร้านคุณป้ามีนาไส้กรอกปลาแนม
ร้านเป็นร้านตั้งโต๊ะ ถ้ามาจากหอสมุดแห่งชาติร้านอยู่ฝั่งซ้ายมือก่อนข้ามสะพานไปตลาดเทเวศน์ บริเวณหน้าร้านสุวิมลข้าวหมกไก่ เปิดทุกวันอังคาร-ศุกร์ และวันอาทิตย์ หยุดวันเสาร์ โทรศัพท์ 0-9509-7430


9. พระรามลงสรง (คนจีนเรียก ซาแต้)
ระบุไม่แน่ชัดว่าเป็นอาหารที่มาจากจีนหรือมลายู ความอร่อยอยู่ที่ น้ำราด ซึ่งทำจาก ถั่วลิสง งา เครื่องแกง และกะทิ รสคล้ายกับน้ำจิ้มหมูสะเต๊ะ เมื่อจะกินตักราดบนเนื้อหมูและผักบุ้งลวก เพิ่มน้ำพริกเผาใส่ลงไปอีกครั้ง
ร้านต้นเครื่องปากซอยทองหล่อ 13 มีที่จอดรถในร้าน ถ้าเต็มให้จอดรถที่อาคารโฮมเพลซ ฟรี เปิด ทุกวันตั้งแต่ 11.00- 22.30 น. โทรศัพท์ 0-2391-8703 0-2391-8719
รถเข็นพระรามลงสรง (ซาแต้) อาซิ่มเหมี่ยวเอ็ง แซ่กังเป็นร้านรถเข็นตั้งอยู่ในเยาวราช ซ.10 (ซ.แปลงนาม) หน้าร้าน ก้วง ฮกกี่ (ขายกุนเชียง) ขายทุกวัน ตั้งแต่ 12.30 น.เป็นต้นไป เวลาปิดไม่แน่นอนโดยทั่วไปประมาณ 16.00 หยุดวันจันทร์ โทรศัพท์ 0-9754-7548


10. บาเยีย
ของว่างที่กินกับชานม ของคนมุสลิม ทำจากถั่วเหลืองซีกบดหยาบและละเอียดมาผสมกัน เติมเครื่องเทศ ปรุงรสนำไปทอดในน้ำมัน กินกับพริกแห้ง ต้นหอมสด และน้ำจิ้มถั่วลิสง
ร้านบาเยียพาหุรัด รถเข็นตั้งอยู่ถัดเซ็นทรัลวังบูรพา บริเวณตู้ไปรษณีย์ แต่บางครั้งย้ายไปขายฝั่งตรงข้ามหน้าร้านเจริญพร ร้านเปิด ทุกวัน ตั้งแต่ 10.30-15.30 น. โทรศัพท์ 0-9074-4116

เฟรนช์ฟราย = มันฝรั่งของฝรั่งเศส จริงหรอ?

บางคนอาจคิดว่าอาหารยอดนิยมของเราๆอย่าง "เฟรนช์ฟราย" เนี่ย..มีต้นกำเนิดมาจากฝรั่งเศษเพราะจากชื่อของอาหารที่มีชื่อของประเทศฝรั่งเศษ( French) แต่ทว่าต้นกำเนิดของมันมาจากเบลเยี่ยมต่างหากล่ะ เรื่องราวของอาหารยอดนิยมนี้มีอยู่ว่า............... ในฤดูหนาวของปี ค.ศ. 1680 ประเทศเบลเยี่ยมต้องเผชิญกับวิกฤตเรื่องของหิมะตกอย่างรุนแรง แถมน้ำก็ยังท่วมบ้านเรือน และมีสภาพอากาศที่หนาวเหน็บมาก ซึ่งเหตุการณ์เหล่านี้ทำให้ชาวเบลเยี่ยมไม่สามรถจะจับปลาได้ ทำให้เมนูจานโปรดซึ่งเป็นปลาตัวเล็กๆทอดกรอบหายไปจากโต๊ะอาหาร จนอยู่มาวันหนึ่งก็มีชาวนาคนหนึ่งเกิดปิ๊งไอเดียใหม่สุดกิ๊บเก๋ด้วยการนำเอามันฝรั่งสดมาหั่น..หั่น..หั่น..หั่น..และหั่นเป็นชิ้นๆให้คล้ายกับปลา แล้วจึงนำไปทอด จากนั้นเป็นต้นมาเฟรนช์ฟรายก็กลายเป็นอาหารยอดนิยมของคนเบลเยี่ยมและคนทั่วโลกหลายคนอาจสงสัยว่า ถ้าเฟรนช์ฟรายมันมีต้นกำเนิดจากเบลเยี่ยมแล้ว...ทำไมถึงชื่อเฟรนช์ฟราย กันล่ะเนี่ย?
สาเหตุก็คือว่าจากแหล่งข้อมูลนี้www.belgianfries.com ได้กล่าวเอาไว้ว่าประเทศฝรั่งเศษนั้นได้อ้างว่าตนเองนั้นเป็นผู้คิดค้นเจ้าเฟรนช์ฟรายขึ้นมา นอกจากนี้ยังบอกอีกว่ามันมีต้นกำเนิดจากปารีส แทบPont Neuf ในช่วงกลางศตวรรษที่19
นอกจากนี้ชาวฝรั่งเศษก็ยังลืมบันทึกชื่อของผู้คิดค้นเจ้าอาหารนี้ จนถึงปัจจุบันนี้พวกเขาก็กำลังหาหลักฐานอยู่ แต่ถ้าท่านผู้ใดไปที่เบลเยี่ยมก็จะได้พบกับร้านขาย Belgian Fries (คนเบลเยี่ยมเรียกเช่นนั้น) มากมายหลายร้านให้เลือก เรียกได้ว่ามีเกือบทุกซอกทุกมุมเลย นี้ก็เป็นอีกข้อที่จะบอกได้ว่าเบลเยี่ยมต่างหากคือต้นกำเนิดเฟรนช์ฟราย หัวข้อต่อไปจะเป็นเรื่องราวของเฟรนช์ฟรายในประเทศต่างๆเล็กๆน้อยๆและสุดท้ายก็คือคำถามที่บางคนกำลังสงสัยว่า ทำไมถึงชื่อFrench Fries???? - The USA ที่อเมริกานั้นเขาว่ากันว่า เฟรนช์ฟรายคือชื่อแรกที่เรียกมันฝรั่ง ซึ่งพวกเขาคิดว่าเจ้าเฟรนช์ฟรายเนี้ยคือการนำมันฝรั่งมาทอดตามstyleฝรั่งเศษ(French manner ).. -Chips in Britain ที่บริเทนเขาเรียกเฟรนช์ฟรายว่า ชิพส์ ประวัติของเฟรนช์ฟรายมาแพร่หลายที่นี้ก็ไม่มีอะไรมากนัก นอกจากคำพูดจาก Dunlee City Facts Sheetกล่าวไว้ว่า " ในปี 1870 เป็นช่วงที่วัฒนะรรมเกี่ยวกับการทำอาหารเจริญรุ่งเรื่องนั้น Chips ได้ออกขายเป็นครั้งแรก โดยชาวเบลเยี่ยมผู้อพยพมาบริเทน ที่ตลาดกลางใจเมือง"


ทำไมถึงเรียกว่า French Fries

1. ชาวฝรั่งเศษเป็นผู้คิดค้นงั้นหรือ..ไม่ใช่อย่างแน่นอนจากข้อความต้นก็ได้บอกไปแล้วว่าใครเป็นคนคิดค้น
2. ในช่วงสงครามโลกครั้งที่1 อเมริกาได้เข้ามาที่เบลเยี่ยมและพบกับเจ้าอาหารชนิดนี้ แล้วไปเจอพลเมืองที่อยู่ใกล้ชายแดนของฝรั่งเศษและเขาก็พูดเป็นภาษาฝรั่งเศษ ดังนั้นทหารอเมริกาจึงได้เรียก French Fries : ผิดอีกแหละ...ไม่ใช่เพราะเหตุผลนี้อีกแหละ ความจริงก็คือว่า : ในภาษาอังกฤษนั้น to french หมายถึง " to cut into lengthwise pieces" ดังนั้นFrench Friesจึงเป็นคำที่ย่อมาจาก " Frenched and fries potatoes" แต่ชาวอังกฤษเรียกว่า Chips ซึ่งมีความหมายคล้ายคลึงกัน ( a chipped piece of wood)