วันศุกร์ที่ 26 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553

ตึกแดง คุกขี้ไก่ จันทบุรี เลี้ยงไก่ด้านบน ด้านล่างเป็นคุก

ตึกแดง ตั้งอยู่ที่ตำบลปากน้ำแหลมสิงห์ อำเภอแหลมสิงห์ บริเวณท่าเรือแหลมสิงห์ อำเภอแหลมสิงห์ ใกล้กับ คุกขี้ไก่ ห่างจากตัวเมืองจันทบุรี 30 กิโลเมตร สร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2436 พร้อมกับคุกขี้ไก่ เดิมเป็นที่ตั้งของป้อมพิฆาตปัจจามิตรซึ่งสร้างขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 3 ต่อมาเมื่อฝรั่งเศสเข้ายึดเมืองจันทบุรีได้รื้อป้อมแห่งนี้ลง และสร้างตึกแดงขึ้นเพื่อใช้เป็นที่พักและกองบัญชาการทหารฝรั่งเศส เป็นตึกชั้นเดียว สีแดง หลังคามุงกระเบื้อง
คุกขี้ไก่ ตั้งอยู่ใกล้ตึกแดง ที่ตำบลปากน้ำแหลมสิงห์ ก่อนถึงท่าเทียบเรือ 1 กิโลเมตร สร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2436 (ร.ศ. 112) เมื่อฝรั่งเศสได้เข้ายึดจันทบุรี ในกรณีพิพาทกันด้วยเรื่องดินแดนฝั่งซ้ายแม่น้ำโขง ระหว่างนั้นกองทหารฝรั่งเศสประมาณ 600 คน แยกกันอยู่สองแห่ง แห่งแรกตั้งอยู่ที่เมืองจันทบุรี บริเวณที่เป็นค่ายทหารในปัจจุบัน อีกแห่งอยู่ที่ปากน้ำแหลมสิงห์ ฝรั่งเศสได้สร้างคุกขี้ไก่เพื่อใช้กักขังคนไทยที่ต่อต้านฝรั่งเศส มีลักษณะเป็นหอสี่เหลี่ยมจัตุรัสกว้างยาวด้านละประมาณ 4.40 เมตร สูงประมาณ 7 เมตร มีช่องระบายอากาศอยู่สองแถว หลังคาโปร่ง เล่ากันว่าเป็นคุกที่ทรมานมาก เพราะชั้นบนใช้เป็นที่เลี้ยงไก่ ซึ่งจะถ่ายมูลราดศีรษะนักโทษที่ถูกคุมขังตลอดเวลา การเดินทาง คุกขี้ไก่ห่างจากอำเภอเมืองประมาณ 30 กิโลเมตร ใช้ทางหลวงหมายเลข 3 เส้นจันทบุรี-ตราด เลี้ยวขวาเข้าทางหลวงหมายเลข 3149 ก่อนถึงอำเภอแหลมสิงห์ตั้งอยู่ทางด้านขวามือ

วันพุธที่ 3 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553

Jules Verne

นวนิยายและภาพยนตร์ Sci – Fiโลกรู้จัก Jules Gabriel Verne ผู้เกิดเมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2371 ที่เมือง Nantes ในฝรั่งเศส ว่าเป็นนักเขียนวนนิยายวิทยาศาสตร์กว่า 60 เล่ม ผลงานของเขาทำให้นักวิทยาศาสตร์ นักประดิษฐ์ นักสำรวจ รวมถึงวิศวกรและสังคมทั่วไปตื่นตัวมาก เพราะนวนิยายที่ Verne เขียนสมจริง ละเอียด และมีเนื้อหาส่วนใหญ่เกี่ยวกับการผจญภัยที่ได้สอดแทรกความรู้วิทยาศาสตร์ลงไปด้วย

การศึกษาประวัติของ Verne ทำให้รู้ว่าเมื่อ Verne อายุ 20 ปี บิดาได้ส่งไปเรียนกฎหมายที่ปารีส ถึงจะเรียนสำเร็จตามที่บิดาต้องการ แต่ Verne ได้พบว่า เขารักที่จะเขียนนวนิยายมากกว่าที่จะเป็นทนายในศาล Verne จึงเลิกอาชีพทนาย แล้วหันมาหารายได้ โดยการเขียนบทละคร กาพย์ กลอน และนวนิยาย เรื่องสั้นแทน

ฝรั่งเศสในสมัยนั้นเป็นยุคที่วิทยาศาสตร์กำลังเฟื่องฟู มีการสำรวจดินแดนแพร่หลาย อุตสาหกรรมกำลังขยายตัว และเทคโนโลยีที่ก้าวหน้าทำให้นักวิทยาศาสตร์และวิศวกรคือวีรบุคคลของประเทศ และเมื่อการเรียนการสอนวิทยาศาสตร์ในโรงเรียนไม่ได้ให้ความรู้วิทยาศาสตร์แก่นักเรียนอย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย ประชาชนซึ่งกระหายอยากเรียนรู้วิทยาศาสตร์มาก จึงต้องอาศัยการอ่านนวนิยายวิทยาศาสตร์แทน

นวนิยายวิทยาศาสตร์เล่มแรกของ Verne ชื่อ Five Weeks in a Balloon ขณะเขียนหนังสือเล่มนี้ Verne ได้อาศัย Jacques Arago นักฟิสิกส์มาสอนแนะเทคนิคและวิธีควบคุมบอลลูนจนรู้พอที่สามารถเขียนการเดินทางโดยใช้บอลลูนได้อย่างสมจริง และนวนิยายเรื่องนี้ก็ได้รับการตอบรับจากผู้อ่านเป็นอย่างดี เพราะคนฝรั่งเศสยุคนั้นสนใจการสำรวจและการผจญภัยต่างแดนมาก

ในปี 2407 Verne ได้เขียนนวนิยายเรื่อง Journey to the Center of the Earth ซึ่งเกี่ยวกับการผจญภัยของศาสตราจารย์ Lidenbrock และหลาน Axel ใต้โลก และได้เห็นสัตว์ประหลาด รวมทั้งภูมิประเทศที่แปลกมหัศจรรย์มากมาย และเมื่อประชาชนกำลังสนใจธรณีวิทยา และบรรพชีวินวิทยามาก การผสมผสานจินตนาการกับวิทยาศาสตร์ จึงทำให้นวนิยายนี้ติดอันดับหนังสือขายดีทันที

ในปีต่อมา Verne ได้ประพันธ์เรื่อง From the Earth to the Moon ซึ่งให้ความรู้เรื่องสภาพไร้น้ำหนักและการเสียดสีกับบรรยากาศโลกของยานอวกาศ ขณะเดินทางจากโลกและสู่โลก เพราะเทคโนโลยีจรวดในสมัยนั้นยังไม่มี ดังนั้น Verne จึงใช้ปืนใหญ่ยิงยานอวกาศให้พุ่งไปตกบนดวงจันทร์แทน

ก่อน Verne เกิด 28 ปี Robert Fulton ได้ประสบความสำเร็จในการออกแบบเรือดำน้ำ ชื่อ Nautilus ที่ปารีส ความตื่นเต้นในการเห็นเรือดำน้ำทำให้ Verne สนใจเรื่องเดินเรือมาก จึงเขียนนวนิยายเรื่อง Twenty Thousand Leagues under the Sea ซึ่งเกี่ยวกับการเดินทางใต้ทะเล โดยเรือดำน้ำชื่อ Nautilus

นวนิยายที่ทำให้ Verne ร่ำรวยมากที่สุดคือ นวนิยายเรื่อง Around the World in Eighty Days (80 วันรอบโลก) ซึ่งเขียนในปี 2415 จากการได้อ่านตำราภูมิศาสตร์หลายเล่ม และก็เขียนได้ดี จนทำให้เรา ณ วันนี้รู้ว่า ถ้าเขาไม่เป็นนักประพันธ์เขาก็คงมีอาชีพเป็นนักภูมิศาสตร์แน่ ๆ หนังสือ 80 วันรอบโลกนี้ขายได้มากถึง 108,000 เล่ม และได้รับการชื่นชมจากคนอ่านมาก เพราะในเวลานั้น Ferdinard de Lesseps เพิ่งขุดคลอง Suez เสร็จ และชาวยุโรปกำลังสนใจการเดินทางไปเยือนสถานที่ต่าง ๆ ทั่วโลก

นอกจากนี้ Verne ก็ยังได้เรียบเรียงนวนิยายวิทยาศาสตร์อีกหลายเล่ม เช่น Around the Moon, The Mysterious Island ซึ่งมีเฮลิคอปเตอร์ และดาวเทียมการศึกษาผลงานของ Verne ทำให้เรารู้ว่าเขาได้รับอิทธิพลในการเขียนนวนิยายวิทยาศาสตร์จาก Edgar Allan Poe

ในยามว่าง Verne ชอบแล่นเรือใบ และเมื่ออายุได้ 36 ปี Verne ถูกคนสติเสียยิง ทำให้ขาพิการ แต่เขาก็ยังพำนักอยู่ที่เมือง Amiens ต่อไป ในบั้นปลายชีวิต Verne ป่วยหนัก เมื่อตาเป็นต้อหินเขาจึงรู้สึกเศร้าซึมมาก Verne เสียชีวิต เมื่อวันที่ 24 มีนาคม 2448 ขณะอายุ 78 ปี

ในปี 2540 เหลนของ Verne ได้พบนวนิยายเรื่อง Paris in the 20th Century ของ Verne ซึ่งไม่เคยตีพิมพ์ที่ใดมาก่อน นวนิยายเล่มนี้ กล่าวถึงตึกระฟ้า รถไฟความเร็วสูง เครื่องคิดเลขและโทรสาร ซึ่งอุปกรณ์และวัตถุเหล่านี้เป็นสิ่งที่เราทุกวันนี้มีและใช้ แต่นวนิยายนี้แตกต่างจากเรื่องอื่น ๆ ของ Verne ตรงที่ว่า Verne กล่าวถึงผลกระทบของวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีในแง่ลบ

ในภาพรวม ผลงานที่สำคัญของ Verne คือการบุกเบิกทำให้นวนิยายวิทยาศาสตร์เป็นการประพันธ์รูปแบบหนึ่งที่สังคมยอมรับ

วันพุธที่ 27 มกราคม พ.ศ. 2553

แดร๊กคูล่า

แดร๊กคูล่าเป็นสัตว์จำพวกค้างคาวกึ่งมนุษย์ซึ้งเป็นเ หมือนราชาของค้างคาวเป็นผู้ดูแลความมีระเบียบภายในครอบครัวค้างๆเพราะค้างคาวมีจำนวนมหาศาลในการออกล่าเหย ื่อแต่ละทีตามที่เชื่อกันแดร๊กคูล่ามีร่างเป็นมนุษย์ ในตอนกลางวัน และจะมีร่างกึ่งค้างคาวในตอนกลางคืน ตอนกลางคืนนั้นแดร๊กคูล่าจะนำทัพค้างคาวออกหาอาหารแล ะความเชื่อที่ว่าถ้าโดนแดร๊กคูล่ากัดจะเป็นแดร๊กคูล่ าตามมันซึ้งเป็นความเชื่อแบบผิดๆ แดร๊กคูล่าตัวจริงมีอยู่เพียงตัวเดียวซึ้งในโลกมนุษย ์แดร๊กคูล่าได้เกิดก่อนคริสถการประมาณ1000ปี ซึ้งแดร๊กคูล่านั้นอยู่ตอนพระเยซูถูกตรึงไม้กางเขนแต ่ความเชื่อที่ว่าพระเยซูตรึงกางเขนเพราะไถ่บาปแต่ที่ จริงแล้วในความคิดของแดร๊กคูล่า พระเยซูถูกตรึงไม้กางเขนเพราะหนีปัญหาชีวิต เรื่องราวของแดร๊กคูล่าได้เล่าขานต่อกันมาจากรุ่นสู่ รุ่น หากผู้ใดได้พบเจอแดร๊กคูล่าตัวจริงแล้วถ้าโดนกัดไม่ต ้องเสียใจเพราะคุณเป็นคนที่มีเกียตมากในโลกแห่งรัตติ กาลเพราะแดร๊กคูล่าจะมีตนเดียวในโลก ในทุกๆ10ปีแดร๊กคูล่าจะไห้กำเนิดค้างคาวเป็นล้านๆตัวและที่ว่ากันว่าไม้กางเขน กระเทียม หมุด เงินแท้สามารถจัดการแดร๊กคูล่าได้เป็นความคิดอันผิดๆ ของคนที่เล่าต่อกันมา แดร๊กคูล่าได้หลับข้ามทุกยุกทุกสมัยแดร๊กคูล่านั้นใน ตอนกลางคืนสามารถแปลงกายเป็นผู้ใดก็ได้ตามที่มันปราร ถนา ถ้าคุณได้เจอมันจริงๆถือว่าเป็นเกียตอย่างยิ่งที่คุณ ได้พบราชาแห่งรัตติกาล

แวมไพร์

แวมไพร์

เค้าท์ออร์ล็อก แวมไพร์ จากภาพยนตร์เรื่อง Nosferutu : A Symphony of Horror ที่ดัดแปลงมาจากนวนิยายเรื่อง เค้าท์แดร็กคูล่าร์

แวมไพร์ (อังกฤษ: Vampire) ผีชนิดหนึ่งตามความเชื่อของชาวยุโรป ในยุคกลาง เชื่อว่าเป็นผีดิบ ที่มีรูปร่างหน้าตาเหมือนมนุษย์ทั่วไป แต่มีฟันแหลมคม ดื่มเลือดของมนุษย์ด้วยกันเป็นอาหารเพื่อหล่อเลี้ยง โดยที่แวมไพร์จะมีชีวิตเป็นอมตะ ไม่มีวันตาย จะปรากฏตัวได้แต่เฉพาะเวลากลางคืน เพราะกลางวันแพ้แสงแดด แวมไพร์จะหลบซ่อนอยู่ในโลงของตนหรือในหลุมในเวลากลางวัน สามารถแปลงร่างได้หลายแบบ เช่น ค้างคาว, นกฮูก, หมาป่า, กบ, คางคก, แมลงเม่า, งูพิษ เป็นต้น สามารถกำบังกายหายตัวได้ ไม่มีเงาเมื่อกระทบกับแสงหรือสะท้อนในกระจก มีแรงมากเหมือนผู้ชาย 20 คน สิ่งที่จะกำราบแวมไพร์ได้คือ สิ่งศักดิ์สิทธิ์ทางศาสนา เช่น ไม้กางเขน, น้ำมนตร์ หรือแม้กระทั่งสมุนไพรกลิ่นแรงบางชนิด เช่น กระเทียม วิธีฆ่าแวมไพร์มีมากมาย เช่น ตอกลิ่มให้ทะลุหัวใจ เผา หรือ ตัดหัวด้วยจอบของสัปเหร่อ บุคคลที่ตกเป็นเหยื่อของมัน จะกลายเป็นแวมไพร์ไปด้วย และกลายเป็นสาวกของแวมไพร์ตนที่ดูดเลือดตัวเอง
ชาวยุโรปในยุคกลางนั้น หวาดกลัวแวมไพร์มาก ผู้ที่สงสัยว่าเป็นแวมไพร์ จะตกอยู่ในสถานะเดียวกับแม่มด หรือ มนุษย์หมาป่า คือ ถูกตัดสินลงโทษด้วยการเอาถึงชีวิต มีวิธีการป้องกันการรุกรานของแวมไพร์หลายวิธี เช่น บางหมู่บ้านจะโปรยเมล็ดข้าวไว้บนหลังคาบ้าน เพราะเชื่อว่าแวมไพร์จะง่วนกับการนับเมล็ดข้าวเป็นการถ่วงเวลาจนรุ่งเช้า หรือ โรยเศษขนมปังไว้ตั้งแต่สุสานให้แวมไพร์เดินเก็บเศษขนมนั้นวนเวียนไปมา หรือแม้แต่การวางไม้กางเขนหรือดอกกุหลาบที่มีหนามแหลมเพื่อเป็นการพันธนาการไว้ในโลง
เรื่องราวของผีแวมไพร์ มีมากมาย ที่เป็นนิทานพื้นบ้านและวรรณกรรม โดยวรรณกรรมที่ว่าถึงแวมไพร์ที่เก่าแก่ที่สุด มีมาตั้งแต่สมัยโรมัน วรรณกรรมที่มีชื่อเสียงที่สุดของแวมไพร์คือ เรื่องเค้าท์แดร็กคูล่าร์ ของ บราม สโตกเกอร์ ที่โด่งดังจนมีการนำไปสร้างเป็นภาพยนตร์ ละคร ละครเวที หรือแม้แต่กระทั่งภาพยนตร์การ์ตูนมากมายตราบจนปัจจุบัน เช่น ภาพยนตร์เรื่อง Nosferatu ในปี ค.ศ. 1922 เป็นต้น

เป็นไปได้ว่าความเชื่อเรื่องของแวมไพร์ที่สามารถแปลงร่างเป็นค้างคาวได้ อาจมีที่มาจากที่ทวีปอเมริกากลาง มีค้างคาวขนาดเล็กชนิดหนึ่ง ดูดเลือดสัตว์ที่ใหญ่กว่าเป็นอาหารในเวลากลางคืน ซึ่งค้าวคาวชนิดนี้ก็ได้มีการเรียกชื่อว่า แวมไพร์ เช่นกัน

วันอังคารที่ 26 มกราคม พ.ศ. 2553

ดอกดาหลา

ดาหลา : ไม้ดอกไม้ประดับ
ลักษณะทางพฤกษศาสตร์
ลำต้น

ดาหลาเป็นพืชที่มีลักษณะคล้ายข่า มีลำต้นใต้ดินเรียกว่าเหง้า (rhizome) เหง้านี้ จะเป็น บริเวณที่เกิดของหน่อดอกและหน่อต้น ดาหลา 1 ต้น สามารถให้หน่อใหม่ได้ประมาณ 7 หน่อ ใน เวลา 1 ปี ส่วนลำต้นเหนือดินเป็นกาบใบที่โอบซ้อนกันแน่น เช่นเดียวกับพวกกล้วย ส่วนนี้คือลำต้นเทียม (pseudostem) ลำต้นเหนือดินสูง 2-3 เมตร มีสีเขียวเข้ม


ใบ

มีรูปร่างยาวรี กลางใบกว้างแล้วค่อย ๆ เรียวไปหาปลายใบ และฐานใบ ใบไม่มีก้านใบ ผิวเกลี้ยงท้งด้านบนและด้านล่าง ใบยาว 30-80 เซ็นติเมตร กว้าง 10-15 เซนติเมตร ปลายใบ แหลมฐานใบเรียวลาดเข้าหาก้านใบ เส้นกลางใบปรากฏชัดทางด้านล่างของใบ


ดอก

ดอกดาหลาเป็นดอกช่อมีลักษณะดอกแบบ (head) ประกอบด้วยกลีบประดับ (Bracts) มี 2 ขนาด ส่วนโคนประกอบด้วยกลีบประดับขนาดใหญ่ มีความกว้างกลีบ 2-3 ซ.ม. จะมีสีแดงขลิบขาวเรียงซ้อนกันอยู่และจะบานออก ประมาณ 25-30 กลีบ และมีกลีบประดับ ขนาดเล็กอยู่ส่วนบนของช่อดอก ความกว้างกลีบประมาณ 1 ซ.ม. ซึ่งมีสีเดียวกับกลีบประดับ ขนาดใหญ่ กลีบประดับเล็กนี้จะหุบเข้าเรียงเป็นระดับมีประมาณ 300-330 กลีบ ภายในกลีบ ประดับขนาดใหญ่ที่บานออกจะมีดอกจนิงขนาดเล็กกลีบดอกสีแดง ซึ่งเป็นดอกสมบูรณ์เพศอยู่ จำนวนมาก ดอกบานเต็มที่จะมีขนาดความกว้างดอกประมาณ 14-16 เซนติเมตร ความยาวช่อ 10-15 เซนติเมตร มีก้านช่อดอกยาว 30-150 เซนติเมตร ลักษณะก้านช่อดอกแข็งตรง ดอก จะออกตลอดปีแต่จะให้ดอกดกที่สุดในช่วงฤดูร้อน คือ เดือนมีนาคม - พฤษภาคม ดอกจะ พัฒนามาจากหน่อดอกที่แทงออกมาจากเหง้าใต้ดินลักษณะของหน่อจะมีสีชมพู ที่ปลายหน่อ ดอกดาหลา


พันธุ์
ปัจจุบันพันธุ์ดาหลาที่ปลูกตัดดอกมีอยู่ 2 พันธุ์ด้วยกันคือ พันธุ์สีชมพู และพันธุ์สีแดง


การขยายพันธุ์
ดาหลาสามารถขยายพันธุ์ด้วยวิธีต่าง ๆ ดังนี้


1. การแยกหน่อ ควรแยกหน่อที่มีความเหมาะสมนำไปปลูกคือ สูงประมาณ 60-100 ซ.ม. ขึ้นไปและมีกิ่งอ่อนกึ่งแก่นประมาณ 4-5 ใบ ใช้มีตัดให้มีเหง้า และรากติดอยู่ด้วย ซึ่งหน่อชนิดนี้จะมีหน่อดอกอ่อน ๆ ติดมาด้วยประมาณ 3 หน่อ นำไปชำในถึงพลาสติก 1 เดือนเพื่อให้หน่อแข็งแรงก่อนปลูก

2. การแยกเหง้า โดยการแยกเหง้าที่เกิดใหม่ที่โคนต้น แล้วนำไปชำในแปลงเพาะชำ วิธีนี้จะใช้เวลาประมาณ 1 ปี จึงจะเริ่มให้ดอก

3. การปักชำหน่อแก่ โดยนำไปชำในแปลงเพาะชำให้แตกหน่อใหม่แข็งแรง แล้วจึงค่อยย้ายมาปลูกลงแปลงต้นดาหลา

วันจันทร์ที่ 11 มกราคม พ.ศ. 2553

สระน้ำปีสาจ

ซึ่งที่ๆจะพูดถึงนี้ เขาเรียกว่า Devil's Pool (สระน้ำปิศาจ) อยู่ในประเทศ ซิมบับเว ซึ่งเป็นสระน้ำธรรมชาติ ล้อมรอบด้วยหินผา แต่ที่มันแปลกและหวาดเสียว เพราะว่า ด้านนึงของสระคือ ยอดสุดของน้ำตก Victoria Falls (น้ำตกวิคตอเรีย) ที่ความสูงจากระดับน้ำทะเล 103 เมตร เอาเป็นว่าถ้ายื่นตัวไม่ดีพอ ก็ตกลงไปเลยแหละ แต่เขาบอกว่า ธรรมชาติสร้างมาให้ Devil's Pool ปลอดภัยมาก ไม่ตกลงไปง่ายๆ

วันเสาร์ที่ 9 มกราคม พ.ศ. 2553

Moi Même


Je suis ambitieuse,affectueuse,volontaire,gaie et réfléchie.



Je n'aime pas les gens qui sont maladroits,égoïstes,bagarreux,agressif et hypocrites.



Je suis gaie,timide et sociables