Petit garçon
Dans son manteau rouge et blanc
Sur un traîneau porté par le vent
Il descendra par la cheminée
Petit garçon, il est l'heure d'aller se coucher
Tes yeux se voilent
Ecoute les étoiles
Tout est calme, reposé
Entends-tu les clochettes tintinnabuler ?
Et demain matin petit garçon
Tu trouveras dans tes chaussons
Tous les jouets dont tu as rêvé
Petit garçon il est l'heure d'aller se coucher
Tes yeux se voilent
Ecoute les étoiles
Tout est calme, reposé
Entends-tu les clochettes tintinnabuler ?
Et demain matin petit garçon
Tu trouveras dans tes chaussons
Tous les jouets dont tu as rêvé
Petit garçon il est l'heure d'aller se coucher...
Sur un traîneau porté par le vent
Il descendra par la cheminée
Petit garçon, il est l'heure d'aller se coucher
Tes yeux se voilent
Ecoute les étoiles
Tout est calme, reposé
Entends-tu les clochettes tintinnabuler ?
Et demain matin petit garçon
Tu trouveras dans tes chaussons
Tous les jouets dont tu as rêvé
Petit garçon il est l'heure d'aller se coucher
Tes yeux se voilent
Ecoute les étoiles
Tout est calme, reposé
Entends-tu les clochettes tintinnabuler ?
Et demain matin petit garçon
Tu trouveras dans tes chaussons
Tous les jouets dont tu as rêvé
Petit garçon il est l'heure d'aller se coucher...

เพลงนี้เกี่ยวกับ "เด็กน้อย" ในคืนวันคริสต์มาส กล่าวถึง ช่วงเวลาที่ซานตาครอสนั่งเลื่อน เทียมกวางเรนเดียร์มาส่งของขวัญตามบ้านของเด็กๆ ช่วงเวลานี้เป็นเวลาที่เด็กจะต้องเข้า นอนกันแล้ว แต่พรุ่งนี้เมื่อเด็กน้อยตื่นขึ้นมาก็จะพบกับของขวัญอยู่ในถุงเท้ามากมายอย่างที่ วาดฝันเอาไว้
ซานตาครอส ในภาษาฝรั่งเศส คือ Le Père Noël เลอ แปร์ โนแอล
ประวัติความเป็นมาของวันคริต์มาส ซึ่งเป็นวันประสูติของพระเยซูนั้น ตามหลักฐานใน










ดอกมะลิ เป็นดอกไม้สัญลักษณ์ของวันแม่ ก็เนื่องจาก ดอกมะลิเป็นดอกไม้ที่มีสีขาวบริสุทธิ์ ส่งกลิ่นหอมไปไกลและหอมได้นาน อีกทั้งยังออกดอกได้ตลอดทั้งปี เปรียบได้กับ ความรักอันบริสุทธิ์ของแม่ที่มีต่อลูกไม่มีวันเสื่อมคลาย…








“เมืองหลวงแห่งดนตรี บ้านเกิดของคีตกวีของโลก และตำนานอันยิ่งใหญ่แห่งอาณาจักรออสโตร-ฮังกาเรียน เจ้าของแม่น้ำดานูบอันเลื่องชื่อ หลังคาทองที่โด่งดัง และอ้อมกอดภูเขาแสนโรแมนติก” ผมนึกถึงข้อความในหนังสือคู่มือแนะนำการเดินทางประเทศออสเตรีย เครื่องบินเดินทางถึงสนามบินกรุงเวียนนา เวลา 05.45 น. หลังจากที่รับกระเป๋าสัมภาระ รวมทั้งทำธุระส่วนตัวเสร็จแเราเริ่มออกเที่ยวเลยทันทีเพื่อไม่ให้เป็นการเสียเวลา เวลาที่ออสเตรียช้ากว่าเมืองไทยเรา 5 ชั่วโมง ทำให้เราได้เปรียบในเรื่องของเวลา สถานที่แรกไปเที่ยวคือ พระราชวัง Belvedare ป็นพระราชวังที่มีปีกสมมาตรกัน สร้างขึ้นระหว่าง ค.ศ. 1714-1723 ให้กับเจ้าชายยูจีน ซึ่งมีคนกล่าวขานกันว่ามีความเป็นอยู่ดีกว่าจักรพรรดิเสียอีก เจ้าชายยูจีน ท่านเป็นนักรบที่เก่งมาก จะไม่เก่งได้ยังไง เวลาไปรบ หากใครถอยพระองค์ฆ่าทิ้งเลย เจ้าชายยูจีนทรงดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการทหารสูงสุดสามารถรบชนะได้ดินแดนฮังการี ปัจจุบันพระราชวังดังกล่าวใช้เป็นพิพิธภัณฑ์
ประเทศออสเตรีย หรือเรียกว่า สาธารณออสเตรีย ประชาชนกว่า 90% นับถือศาสนาคริสต์นิกายโรมันคาทอลิก และอีก 6% นับถือนิกายโปรแตสแตนท์ ซึ่งในอดีตเคยมีสงครามศาสนายาวนานถึง 30 ปี การต่อต้านการปฏิรูปทางศาสนาก่อให้เกิดศิลปะบาโรก ว่ากันว่ากรุงเวียนนาคือเมืองหลวงแห่งศิลปะบาโรกของยุโรปกลาง ดูได้จากโบสถ์พระเยซูอิต เคียร์เดอ อัม โฮฟ ที่สร้างตามโบสถ์เยซูอิตในโรม ดังนั้น สถาปัตยกรรมบาโรกจะสังเกตุได้จากโบสถ์ในเมืองเวียนนา หากเดินไปย่านใจกลางเมืองเก่า เส้นถนน Rotenturmstr จะพบกับมหาวิหารเซนต์สเตฟาน ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของเวียนนา สร้างแล้วเสร็จใน ค.ศ. 1435 โบสถ์นี้มีการปฏิรูปคู่เคียงกับการปฏิรูปศาสนามีการเปลี่ยนแปลงศิลปะกอทิกมาเป็นบาโรก บริเวณใกล้กับวิหารเซนต์สเตฟานเป็นถนนคนเดิน มีร้านค้าขายของมากมาย จะมีการตั้งโต๊ะและเก้าอี้ตามทางเท้า หรือ กลางถนน ทำให้ได้รสชาติของกาแฟและเค้กมันช่างแสนอร่อยถึงแม้ว่าราคาจะแพงก็ตาม และเมื่อมาถึงถนน Schubertring Park-ring คือสวนสาธารณะ Stadtpark เป็นสวนเขียวขจีที่เต็มไปด้วยรูปปั้นครึ่งตัว ที่โดดเด่นที่สุดรูปเต็มตัวของ Johann Strauss ราชาเพลงวอลทซ์ ที่โด่งดัง
เราออกมานอกเมืองเก่า เพื่อไปพระราชวัง Schonbrunn ซึ่งสร้างตั้งแต่ปี ค.ศ.1696 โดยพยายามเลียนแบบพระราชวังแวร์ซายส์ในขนาดที่เล็กกว่า และเมื่อปี 1740 พระนางมาเรียเทราซา ขึ้นเถลิงถวัลย์ขึ้นเป็นจักรพรรดินี พระนางมีรับสั่งให้สร้างใหม่มีห้องพักนิดหน่อยแค่ 1,441 ห้องแค่นั้นเอง พระราชวังแห่งนี้เป็นสถานที่เกิดเหตุสำคัญต่างๆ ในประวัติศาสตร์ออสเตรียมากมาย พูดถึงความเป็นมาของกฎหมายแพรกมาทิก แซงก์ชั่น ตอนที่พระเจ้าคาร์ลอยู่ในวัย 28 ชันษาก็ทรงกลัดกลุ้มพระทัยที่ไม่มีโอรสสืบบัลลังก์ เพราะไม่มีกฎหมายที่จะยินยอมให้ธิดาสืบทอดได้ จนในปี ค.ศ. 1713 จึงอาศัยช่องโหว่ของกฎหมายที่ให้พระองค์ออกกฎหมายโดยไม่ต้องรอความเห็นชอบจากสภาไดเอท เมื่อครั้งยังทรงเป็นเจ้าหญิงมาเรียเทราซาวัย 15 ชันษา พระเจ้าคาร์ลทรงเห็นว่า มาเรีย เทเรซา ควรจะอภิเษกกับ เจ้าชายเฟรดเดอรริค มกุฎราชกุมาร ปรัสเซีย กลับยืนกรานที่จะแต่งงานกับฟรานซ์ ซเตฟาน ทายาทแห่งรัฐลอร์เรน และทรงเป็นนัดดาของผู้บัญชาการที่ปิดล้อมเวียนนา ดังนั้นฝรั่งเศสจึงใช้กฏหมายแพรกมาทิน แซงก์ชั่นเรียกร้องให้เจ้าบ่าวสละรัฐลอร์เรนให้กับฝรั่งเศษ ในประวัติศาสตร์เขียนว่า พระองค์ทรงหยิบปากกาถึงสามครั้งสามครา จนถูกถากถางว่า ไม่สละราชสมบัติ ก็ไม่มีเจ้าหญิง จึงจำยอมด้วยความจำใจ และในปี ค.ศ. 1736 ทั้งคู่ได้อภิเษกสมรสกัน และเหตุจากกฎหมายแพรกมาทิก แซงก์ชั่นทำให้พระองค์ต้องเข้าสู่สงครามแห่งความหายนะถึงสองครั้งสองคราว ขณะที่พระนางมาเรีย เทราซาได้กำเนิดโอรสที่ทรงพระครรภ์ในช่วงที่ขึ้นครองราชย์ ปี ค.ศ.1740 เป็นจักรพรรดินี พระนางได้เดินทางพร้อมพระโอรสเพื่อหาทางผลักดันผู้รุกรานซิเลเซีลทั้งจากบาวาเรียและฝรั่งเศส ด้วยการวิงวอนขอความช่วยเหลือจากฮังการี ซึ่งพระนางสามารถริบมงกุฎจักรพรรดิแห่งโรมันอันศักดิ์สิทธิ์กลับคืนมาได้ แต่ก็ไม่ได้ซิเลเซียคืน ครั้นจะเอามงกุฎไว้เองคงไม่เหมาะ จงยกให้พระสวามีในปี ค.ศ.1745 ซึ่งต่อมาอีก 19 ปี โอรสโยเซฟที่ 2 ได้ขึ้นเป็นจักรพรรดิแห่งโรมมันอันศักดิ์สิทธิ์
นอกเรื่องไปไกลเลย กลับเข้ามาเที่ยวภายในพระราชวัง Schonbrunn จุดเด่นของพระราชวังนี้ ได้แก่ ห้องกระจกโวล์ฟกัง อมาเดอุส โมซาร์ท หนูน้อยอัจฉริยะ เกิดที่เมืองชาลช์บูร์ก ไม่น่าเชื่อว่าโมซาร์ทจะเกิดมาทัน เพราะโมซาร์ทเกิดในปี ค.ศ. 1756 ห้องจีนสีฟ้าที่สะท้อนศิลปโรโกโก้ ตกแต่งด้วยศิลปะจีน ที่น่าทึ่งคือ ผ้าไหมทอมือจากจีน ที่เอามาประดับในห้อง สวยงามมาก ทำให้รู้ว่าในสมัยนั้น นิยมนำเข้าของจากจีน โดยเฉพาะผ้าไหม กระเบื้อง ต้นส้ม รวมทั้งการลงรักปิดทอง ถือว่าเป็นของทันสมัยมาก แต่ในห้องถัดไปมีภาพที่ชอบมากที่สุดคือภาพวาดผู้ชายไม่ทราบว่าเป็นใคร ที่เท้าซ้ายจะชี้ตามเราตลอดเลย ไม่ว่าเราจะอยู่มุมไหนของห้อง ภาพวาดส่วนใหญ่จะเน้นที่พระนางมาเรีย เทเรซาเป็นหลัก เพราะทุกคนในภาพจะไม่มีใครเด่นเกินพระนางเลย และภาพปูนเปียกบนเพดานที่วาดยกย่องวราชวงศ์ฮัมบูร์ก และลอร์เรน แต่ส่วนที่วิจิตรที่สุดคือ พระราชอุทานที่มีทั้งน้ำพุเทพเนปจูน ปูชนียสถานแบบโรมัน และอนุสรณ์กลอรีทเทอ สร้างขึ้นเพื่อเฉลิมฉลองที่สามารถต้านการรุกชองเฟรดเดอริคมหาราชได้ ปลายอุทยานมีพัลเมนเฉาส์ที่เพียบพร้อมด้วยเหล็กดัดและกระจก รวมทั้ง สวนสัตว์ที่เก่าแก่ที่สุดในโลก ที่ยังคงรักษากรงขังสัตว์ป่าลักษณะศิลปะบาโรกฝีมือของฟราน ซเตฟานใว้ในอุทยาน 





บิดาทางพันธุศาสตร์
ทะเลแหวก หนึ่งในสถานที่ท่องเที่ยว Unseen Thailand อีกที่หนึ่งของ


ทิเบต ตั้งอยู่ในใจกลางของทวีปเอเชียระหว่าง


ความเป็นมา ของเรือลำนี้สืบเนื่องมาเมื่อปี พ.ศ 2532 ได้เกิดพายุไต้ฝุ่ยเกย์ ขึ้นในอ่าวไทยจากเหตุ การณ์ในครั้งนั้นทำให้ประชาชนและชาวประมงที่ประสบเหตุหรือผู้ที่อยู่อาศัยใกล้พื้นที่ต้องบาดเจ็บล้ม ตายเป็นจำนวนมากทั้งในด้านต่างๆอันได้แก่ การคมนาคม การสื่อสาร ต้องถูกตัดขาดลงอย่างสิ้นเชิง กองทัพเรือในฐานะหน่วยกำลังทางทะเล ได้ใช้ความสามารถต่างๆอาทิเช่นกองกำลังทางทะเล และ เครื่องบิน ถึงกระนั้นยังไม่สามารถต้านทานต่อสภาพเลวร้ายทางทะเลในครั้งนั้นได้ และนี่คือแนวคิดใน การจัดหาเรือขนาดใหญ่พร้อมเฮลิคอปเตอร์หรือ อากาศยานที่มีลักษณะเด่นเพื่อใช้ในการช่วยเหลือ และค้นหาผู้ประสบภัยทางทะเลได้ดี อีกทั้งประเทศไทยเราประกาศเขตเศรษฐกิจจำเพาะออกไปอีก 200 ไมล์ทะเล ดังนั้นยังมีภารกิจอีกอย่างคือ ปกป้องผลประโยชน์ของชาติทางทะเลอีกทางหนึ่งด้วย
เดอะเวฟ คือ ภูเขาหินทรายที่ฟอร์มตัวในลักษณะคล้ายคลื่นลาดชัน เกิดขึ้นเมื่อประมาณ 190 ล้านปีก่อนหรือในยุคจูราสสิก เนื่องจากพื้นที่แถบนี้มีความเปราะบางมาก ทางการจึงจำกัดให้เข้าชมได้เพียงวันละไม่เกิน 20 คน และต้องเดินเท้าเข้าไปเกือบ 5 ก.ม. จึงจะถึงดินแดนมหัศจรรย์แห่งนี้
นี่คือภาพลานหินตะกอนบริเวณชายฝั่งที่ Eaglehawk Neck บนเกาะแทสมาเนีย ซึ่งถ้าหากมองเผินๆ จะแลดูคล้ายมีใครนำแผ่นกระเบื้องสี่เหลี่ยมขนาดใหญ่มาวางเรียงรายริมทะเล (บริเวณขอบสี่เหลี่ยมที่เราเห็นเป็นแนวเส้นตรงนั้น เกิดจากแรงตึงเครียดของผิวโลก ผนวกกับการกัดเซาะอย่างต่อเนื่องของคลื่นและแรงเสียดสีของทราย)
ทะเลทรายแห่งนี้ตั้งอยู่ใน Farafra Oasis มีลักษณะเป็นสีขาวและครีม ประกอบด้วยกลุ่มหินชอล์ครูปทรงประหลาดขนาดใหญ่มากมาย อันเป็นผลงานของพายุทรายที่เกิดขึ้นเป็นครั้งคราว
น้ำพุร้อนสีเลือด (Chinoike Jigoku) เป็นหนึ่งในบ่อน้ำพุร้อนชื่อดังของเมืองเบปปุ ในจังหวัดโออิตะ บนเกาะคิวชู สาเหตุที่น้ำพุมีสีเลือดเนื่องจากมีธาตุเหล็กอยู่ในปริมาณมากนั่นเอง
Giant's Causeway เป็นชายฝั่งที่เกิดจากการเย็นตัวของหินภูเขาไฟเมื่อประมาณ 50,000 ถึง 60,000 ปีที่ผ่านมา ก่อให้เกิดหินรูปหกเหลี่ยมและหินแท่งสี่เหลี่ยมกว่า 40,000 แท่ง องค์การยูเนสโกได้ขึ้นทะเบียน Giant´s Causeway เป็นมรดกโลกทางธรรมชาติมาตั้งแต่ปี ค.ศ. 1986 (พ.ศ. 2529)
จริงๆ แล้วที่ราบเกลือหรือทะเลเกลือลักษณะนี้มีอยู่หลายแห่งด้วยกัน แต่ทะเลเกลือที่ Salar de Uyuni ของประเทศโบลิเวียนั้น มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก โดยมีอาณาเขตกว้างใหญ่ไพศาลมากถึง 10,582 ตารางกิโลเมตร
อุทยานป่าหิน (Shilin National Park) ในเมืองคุนหมิง จัดเป็นป่าหินที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก โดยมีพื้นที่มากถึง 350 ตารางกิโลเมตร แต่เปิดให้นักท่องเที่ยวเข้าชมเพียง 12 ตารางกิโลเมตรเท่านั้น เดิมทีหินปูนเหล่านี้อยู่ใต้ผิวโลก แต่ภายหลังได้ถูกดันขึ้นมาในลักษณะเดียวกับหินงอก เชื่อกันว่าป่าหินแห่งนี้มีอายุราว 270 ล้านปีเลยทีเดียว
ธารน้ำแข็งอันกว้างใหญ่ไพศาลแห่งนี้ มีพื้นที่ส่วนหนึ่งที่โดดเด่นเป็นสีแดงส้ม ตัดกับน้ำแข็งส่วนอื่นๆ ซึ่งมีสีขาวโพลน เนื่องจากพื้นที่แถบนั้นเต็มไปด้วยออกไซด์ของเหล็ก (iron oxide) ซึ่งก็คือ "สนิม" นั่นเอง ด้วยเหตุนี้บริเวณดังกล่าวจึงได้รับการขนานนามตามลักษณะทางกายภาพว่า "น้ำตกเลือด" (Blood Falls)
“สปอท เลค” ได้ชื่อว่าเป็นหนึ่งในทะเลสาบที่มีแร่ธาตุชนิดต่างๆ อาทิ แมกนีเซียม ซัลเฟต, แคลเซียม และโซเดียม ซัลเฟต ในปริมาณเข้มข้นมากที่สุดในโลก แต่น่าเสียดายที่ทะเลสาบแห่งนี้อยู่ในที่ดินของเอกชน นักท่องเที่ยวจึงทำได้แค่มองจากราวรั้วกั้นริมถนนเท่านั้น (ส่วนที่เป็นจุดๆ คือน้ำ นอกนั้นเป็นส่วนของแร่ธาตุนานาชนิด ที่สามารถลงไปเดินสำรวจได้)
ทะเลทรายแบล็คร็อค คือ ก้นทะเลสาบที่แห้งสนิท ครั้งหนึ่งดินแดนแถบนี้เคยเป็นส่วนหนึ่งของทะเลสาบในยุคก่อนประวัติศาสตร์ ที่มีชื่อว่า "Lahontan" ซึ่งปรากฏอยู่ในสมัย 18,000-7,000 พันปีก่อนคริสตกาล ในช่วงที่ทะเลสาบโบราณแห่งนี้มีระดับน้ำสูงสุด (เมื่อประมาณ 12,700 ปีก่อน) ทะเลทรายแบล็คร็อคเคยอยู่ใต้น้ำที่มีความลึกถึง 150 เมตรเลยทีเดียว